เวลาอ่าน 2 นาที

การเทรดดัชนี ดัชนีตลาดหุ้นคืออะไร?

ดัชนีตลาดหุ้นมีบทบาทสำคัญหลายประการในตลาดการเงินทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วดัชนีเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินสภาพของตลาดและเปรียบเทียบผลตอบแทนของการลงทุนแต่ละประเภทได้ นอกจากนี้ โบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ยังนำเสนอเครื่องมือทางการเงินที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาตามดัชนีอ้างอิงหุ้นบางกลุ่มอีกด้วย สิ่งนี้ทำให้ดัชนีมีความสำคัญไม่เพียงแต่ในแง่ของการให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในแง่ของการลงทุนด้วย ในบทความนี้เราจะอธิบายว่าดัชนีหุ้นคืออะไร และจะใช้ประโยชน์จากดัชนีเหล่านี้ในการลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างไร

ดัชนีตลาดหุ้นมีบทบาทสำคัญหลายประการในตลาดการเงินทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วดัชนีเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินสภาพของตลาดและเปรียบเทียบผลตอบแทนของการลงทุนแต่ละประเภทได้ นอกจากนี้ โบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ยังนำเสนอเครื่องมือทางการเงินที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาตามดัชนีอ้างอิงหุ้นบางกลุ่มอีกด้วย สิ่งนี้ทำให้ดัชนีมีความสำคัญไม่เพียงแต่ในแง่ของการให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในแง่ของการลงทุนด้วย ในบทความนี้เราจะอธิบายว่าดัชนีหุ้นคืออะไร และจะใช้ประโยชน์จากดัชนีเหล่านี้ในการลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างไร

ดัชนีตลาดหุ้นคืออะไร?

ก่อนอื่นเลย ดัชนีคืออะไร? ดัชนีตลาดหุ้น หรือเรียกสั้นๆ ว่าดัชนีหุ้น โดยพื้นฐานแล้วเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดส่วนหนึ่งของตลาดหุ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นวิธีการติดตามผลการดำเนินงานของกลุ่มสินทรัพย์ในรูปแบบมาตรฐาน เนื่องจากดัชนีอาจสะท้อนตลาดหุ้นเฉพาะ ภาคอุตสาหกรรม พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หรือส่วนอื่นๆ ของตลาด ดัชนีอ้างอิงเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างโปร่งใส และมีการระบุวิธีการจัดทำไว้อย่างชัดเจน แน่นอนว่ายังมีดัชนีที่อ้างอิงตลาดพันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ หรืออัตราดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน แต่ในบทความนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ดัชนีหุ้นเท่านั้น 

โครงสร้างของดัชนีอาจแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากดัชนีสามารถอิงตามวิธีการต่างๆ (เช่น การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดที่ปรับด้วยฟรีโฟลต หรือการถ่วงน้ำหนักเท่ากัน) อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ ดัชนีตลาดหุ้นเป็นการรวมกลุ่มของหุ้นที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์เหล่านั้น 

ความสำคัญของดัชนี

ดัชนีหุ้นมีความสำคัญอย่างมากต่อตลาดการเงินทั่วโลก ประการแรก ดัชนีช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ด้วยวิธีนี้ผู้เข้าร่วมตลาดจึงสามารถกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นของตลาดและเปรียบเทียบตลาดหุ้นต่างๆ ได้ ดัชนียังทำหน้าที่เป็นดัชนีอ้างอิงหุ้น เนื่องจากกองทุนที่บริหารเชิงรุกใช้ดัชนีเหล่านี้ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุน ดัชนีหุ้นมักเกี่ยวข้องกับคำว่า “การเทรดดัชนี” หรือ “การลงทุนในดัชนี” ทั้งสองแนวคิดนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตของกองทุนดัชนีและ ETF ได้รับความนิยมจากนักลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำและให้ประโยชน์ด้านการกระจายความเสี่ยง เราได้อธิบายแนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงไว้ในบทความของเราชื่อ “การกระจายพอร์ตการลงทุน – วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตการเทรด” <link> ในทางกลับกัน การเทรดดัชนีอาจหมายถึงการเทรดผ่าน CFD ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ทั้งในแง่การเก็งกำไรและการป้องกันความเสี่ยง  

ดัชนีสำคัญของโลก

หลังจากที่ได้อธิบายความหมายของดัชนีหุ้นและความสำคัญที่มีต่อตลาดโลกไปแล้ว ถึงเวลาที่จะกล่าวถึงดัชนีสำคัญของโลกบางส่วน อย่างที่คุณคาดเดาได้ นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับดัชนีจากประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว เนื่องจากดัชนีอ้างอิงเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดในตลาดหลักทรัพย์สำคัญๆ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) แนสแด็ก (Nasdaq) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ยูโรเน็กซ์ (Euronext) หรือตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) XTB นำเสนอ CFD ที่หลากหลายบนดัชนีต่างๆ และสัญญาเหล่านี้ถูกตั้งชื่อในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ซึ่งนักลงทุนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ด้านล่างนี้เราขอนำเสนอดัชนีที่สำคัญที่สุดบางส่วน:

  • US30 สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ 30 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE หรือ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา
  • US500 สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา โดยมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเป็นดัชนีอ้างอิงมาตรฐานสำหรับการประเมินผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน
  • US100 สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัทนอกภาคการเงินขนาดใหญ่ที่สุด 100 แห่งที่จดทะเบียนในตลาด NASDAQ
  • UK100 สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัท 100 แห่งที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุด ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange)
  • EU50 สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุด 50 ตัวในกลุ่มประเทศยูโรโซน โดยมีบริษัทจากฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นสัดส่วนหลัก
  • JAP225 สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ 225 แห่งที่จดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่น
  • HKComp สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ติดตามผลการดำเนินงานของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
  • AUS200 สัญญาซื้อขายอ้างอิงดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 200 แห่งที่จดทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย

 

โปรดทราบว่า ข้อมูลผลการดำเนินงานที่แสดงเป็นข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือของผลการดำเนินงานในอนาคตได้ แหล่งที่มา: (ระบุภายหลัง)

การซื้อขายดัชนีผ่าน CFD

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจว่า ในทางทฤษฎีแล้ว ดัชนี ไม่สามารถซื้อหรือขายได้โดยตรง เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นเป็นเพียงตัวชี้วัด (Benchmark) ที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่อยู่ภายในดัชนีนั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินหลายประเภทที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของดัชนีหลักทั่วโลก เช่น สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures), ออปชัน (Options), กองทุน ETF, CFD และกองทุนดัชนี (Index Funds) ด้วยเหตุนี้ คำว่า "การลงทุนในดัชนี" (Index Investing) หรือ "การซื้อขายดัชนี" (Index Trading) จึงถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference: CFDs) เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมทั้งสำหรับการเก็งกำไรและการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) โดยมีข้อดีหลายประการ เช่น

  • สภาพคล่องสูง
  • ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก
  • ต้นทุนการซื้อขายต่ำ
  • ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
  • ซื้อขายได้ในช่วงเวลาที่ยาวนาน
  • สามารถเปิดสถานะซื้อ (Long) หรือสถานะขาย (Short) พร้อมใช้เลเวอเรจได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักว่าการซื้อขาย CFD มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการใช้เลเวอเรจสามารถขยายทั้งกำไรและขาดทุนได้ แม้จะมีความเสี่ยง แต่ความสามารถในการเปิดสถานะขาย (Short Selling) ก็ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน และเปิดโอกาสให้ใช้กลยุทธ์การซื้อขายได้หลากหลายยิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขายชอร์ตได้จากบทความ "Short Selling - What is Short Trading" <ลิงก์>

ปัจจุบัน CFD ถูกใช้เพื่อการเก็งกำไรเป็นหลัก นักลงทุนสามารถเปิดสถานะซื้อ (Long) เพื่อทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวขึ้น หรือเปิดสถานะขาย (Short) เพื่อสร้างผลตอบแทนเมื่อราคาปรับตัวลง ทั้งนี้ การใช้เลเวอเรจอาจเพิ่มทั้งโอกาสในการทำกำไรและความเสี่ยงในการขาดทุน

การซื้อขายดัชนียังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น หากเชื่อว่าหุ้นขนาดเล็ก (Small Caps) จะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นบลูชิพ (Blue Chips) นักลงทุนอาจเลือกเปิดสถานะซื้อในดัชนีหุ้นขนาดเล็ก หรือหากคาดว่าตลาดหุ้นของประเทศใดประเทศหนึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ก็อาจเลือกเปิดสถานะขายในดัชนีของประเทศนั้นเพื่อเก็งกำไรจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น

 
โปรดทราบว่า ข้อมูลผลการดำเนินงานที่แสดงเป็นข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือของผลการดำเนินงานในอนาคตได้

แพลตฟอร์ม xStation 5 ของ XTB มอบข้อมูลสำคัญทั้งหมดเกี่ยวกับ CFD ของดัชนีชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อช่วยให้คุณติดตามและวิเคราะห์ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: xStation 5

 

โปรดทราบว่า ข้อมูลผลการดำเนินงานที่แสดงเป็นข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือของผลการดำเนินงานในอนาคตได้

CFD เป็นตราสารที่ใช้เลเวอเรจ (Leverage) ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดได้โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียงบางส่วน กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนจำนวนมากก็สามารถเริ่มซื้อขายได้

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของ DE30 (ตามกราฟด้านบน) เลเวอเรจอยู่ที่ 1:20 ซึ่งหมายความว่านักลงทุนต้องวางหลักประกัน (Margin) เพียง 5% ของมูลค่าสัญญาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่า CFD มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการใช้เลเวอเรจสามารถขยายทั้งกำไรและขาดทุนได้

ที่มา: xStation 5

นอกจากการใช้เพื่อเก็งกำไรแล้ว CFD ยังเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสำหรับการป้องกันความเสี่ยง (Hedging)

ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนรายหนึ่งถือครองหุ้นสหรัฐฯ หลายตัวที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500 โดยมีมูลค่าพอร์ตประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนคาดว่าตลาดอาจเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรค หรือความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังไม่ต้องการขายหุ้นที่ถืออยู่

ในสถานการณ์นี้ นักลงทุนสามารถใช้ CFD ที่อ้างอิงการเคลื่อนไหวของดัชนี S&P 500 เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ พอร์ตการลงทุนควรประกอบด้วยหุ้นหลายตัวที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับดัชนีดังกล่าว

การเปิด สถานะขาย (Short Position) บน CFD จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของพอร์ตหุ้น

ในกรณีนี้ นักลงทุนสามารถใช้ เครื่องคำนวณขนาดสัญญา (Index Calculator) เพื่อคำนวณจำนวนสัญญาที่เหมาะสมสำหรับการป้องกันความเสี่ยง โดย 0.10 ล็อต มีมูลค่าเทียบเท่ากับพอร์ตประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ดังนั้น หากหุ้นในพอร์ตปรับตัวลดลง นักลงทุนก็จะได้รับกำไรจากสถานะขายบน CFD ซึ่งโดยหลักการแล้วจะช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุนของพอร์ตหุ้น และทำให้พอร์ตได้รับการป้องกันความเสี่ยงในระดับหนึ่ง (Hedged)

โปรดทราบว่า ข้อมูลผลการดำเนินงานที่แสดงเป็นข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือของผลการดำเนินงานในอนาคตได้

ที่มา: xStation 5

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ซื้อขาย CFD ควรทราบคือ กระบวนการ Rollover

CFD ของดัชนีส่วนใหญ่มีราคาอ้างอิงจาก สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Contracts) โดยในแต่ละตลาดจะมีสัญญาหลายชุดที่มีวันหมดอายุแตกต่างกัน ตั้งแต่ระยะเวลาหนึ่งเดือนไปจนถึงหลายปี ซึ่งโดยทั่วไปสัญญาที่ใกล้หมดอายุที่สุดมักมีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด

เมื่อสัญญาฟิวเจอร์สที่ใช้งานอยู่ใกล้หมดอายุ ผู้ซื้อขายฟิวเจอร์สจำเป็นต้องเปิดสถานะในสัญญาใหม่ที่มีวันหมดอายุถัดไป แต่สำหรับผู้ซื้อขาย CFD ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ เนื่องจากระบบจะทำ Rollover ให้โดยอัตโนมัติ

โดยสรุป Rollover คือกระบวนการทางเทคนิคที่ย้ายสถานะการซื้อขายของนักลงทุนไปยังสัญญาถัดไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนของผู้ซื้อขาย

คุณสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rollover ได้จากบทความ "Everything You Need to Know About Rollovers!"

https://www.xtb.com/en/what-are-rollovers-kb

สรุป

การซื้อขายดัชนีเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนและเทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจ เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งเพื่อการเก็งกำไรและการบริหารความเสี่ยง

แม้ว่าการซื้อขายดัชนีผ่าน CFD จะมีความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจ แต่ก็สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดได้

ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายดัชนีจึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรมี

 


ข้อสงวนสิทธิ์

เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication) ตามความหมายของมาตรา 24 (3) แห่ง Directive 2014/65/EU (MiFID II) ของรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

เนื้อหาในเอกสารนี้ ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือข้อมูลที่แนะนำหรือเสนอแนะกลยุทธ์การลงทุน ตามความหมายของ Regulation (EU) No. 596/2014 (Market Abuse Regulation) รวมถึงกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลทั้งหมดจัดทำขึ้นด้วยความรอบคอบ เป็นกลาง และอ้างอิงจากข้อมูลที่ผู้จัดทำรับทราบ ณ วันที่จัดทำ โดยไม่มีการแสดงความคิดเห็นหรือประเมินมูลค่าเชิงอัตวิสัย

เอกสารฉบับนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงความต้องการเฉพาะของลูกค้า สถานะทางการเงิน หรือวัตถุประสงค์การลงทุนของบุคคลใดเป็นการเฉพาะ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอหรือแนะนำกลยุทธ์การลงทุนใด ๆ

นอกจากนี้ เอกสารฉบับนี้ ไม่ถือเป็นการเสนอขาย การเชิญชวนให้ซื้อ การรับจอง การโฆษณา หรือการส่งเสริมการขายตราสารทางการเงินใด ๆ

X-Trade Brokers Dom Maklerski S.A. จะไม่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจหรือการดำเนินการใด ๆ ของลูกค้า รวมถึงการซื้อหรือขายตราสารทางการเงินที่อาศัยข้อมูลจากเอกสารฉบับนี้

หากเอกสารฉบับนี้มีการกล่าวถึงผลการดำเนินงานของตราสารทางการเงินใด ๆ ผลการดำเนินงานดังกล่าว ไม่ถือเป็นการรับประกันหรือการคาดการณ์ผลตอบแทนในอนาคต

 

2 นาที

การลงทุนในโลหะเงิน (Silver): วิธีเริ่มต้นซื้อขายโลหะเงินออนไลน์

2 นาที

วิธีลงทุนใน ETF ลิเธียมและแร่ธาตุหายาก

5 นาที

คู่มือหรับผู้เริ่มต้น: วิธีเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตร

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราให้บริการมีความเสี่ยง เศษหุ้น (Fractional Shares) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการจาก XTB แสดงถึงการเป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนหรือ ETF เศษหุ้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอิสระ สิทธิของผู้ถือหุ้นอาจถูกจำกัด
ความสูญเสียสามารถเกินกว่าเงินที่ฝาก